เวลาที่เลือก Forex Broker เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักโฟกัสที่เรื่องเลเวอเรจ โบนัส หรือแพลตฟอร์มเทรดเป็นหลัก แต่สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ต้นทุนการเทรด” เพราะต้นทุนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกำไรระยะยาว
แม้จะมีกลยุทธ์ที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าสเปรดกว้างหรือมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงสูง กำไรที่ควรได้ก็อาจหายไปอย่างรวดเร็ว
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ:
- สเปรด Forex คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
- สเปรดของ HFM ในแต่ละประเภทบัญชี
- ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เทรดเดอร์ควรรู้
- บัญชี HFM แบบไหนเหมาะกับสาย Scalping หรือสายถือยาว
- วิธีลดต้นทุนการเทรด Forex ให้มีประสิทธิภาพ
- HFM ดีจริงไหมสำหรับคนที่มองหาโบรกเกอร์สเปรดต่ำ
หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ Forex ที่มีสเปรดแข่งขันได้ รองรับ MT4/MT5 และมีตัวเลือกบัญชีที่ยืดหยุ่น HFM ถือเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่น่าสนใจมากในปี 2026
- สเปรด Forex คืออะไร?
- ทำไม “สเปรดต่ำ” ถึงสำคัญกับการเทรด Forex
- ภาพรวมสเปรดของ HFM
- HFM Zero Account: ตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสายสเปรดต่ำ
- ทำไมบัญชี Raw Spread ถึงได้รับความนิยม
- HFM Premium Account: เรียบง่าย เหมาะกับมือใหม่
- นอกจากสเปรด เทรดเดอร์ควรดู “ต้นทุน” อะไรอีกบ้าง?
- บัญชี HFM แบบไหนต้นทุนต่ำที่สุด?
- HFM เทียบกับ Forex Broker อื่น ๆ เป็นอย่างไร?
- HFM เหมาะกับ Scalping หรือไม่?
- วิธีลดต้นทุนการเทรด Forex
- HFM เป็น Forex Broker ต้นทุนต่ำที่ดีในปี 2026 หรือไม่?
- สรุป
สเปรด Forex คืออะไร?
“สเปรด” คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของคู่เงิน Forex
ตัวอย่างเช่น:
- EUR/USD ราคาซื้อ: 1.1051
- EUR/USD ราคาขาย: 1.1050
ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้คือ 1 pip ซึ่งก็คือ “ต้นทุนการเทรด” ที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์
พูดง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่คุณเปิดออเดอร์ คุณจะเริ่มต้นด้วยสถานะติดลบทันทีตามจำนวนสเปรด
ดังนั้น:
- สเปรดต่ำ = ต้นทุนต่ำ
- สเปรดกว้าง = ต้นทุนสูง
สำหรับสาย Scalping หรือ Day Trading ที่เปิดออเดอร์บ่อย สเปรดมีผลอย่างมากต่อกำไรสุทธิในระยะยาว
ทำไม “สเปรดต่ำ” ถึงสำคัญกับการเทรด Forex
เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนมักมองข้ามเรื่องสเปรด เพราะคิดว่าเป็นส่วนต่างเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมจากการเทรดจำนวนมาก ต้นทุนเหล่านี้สามารถกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้
ตัวอย่างเปรียบเทียบต้นทุนจากสเปรด
สมมติคุณเทรด EUR/USD ขนาด 1 Lot
- สเปรด 0.8 pip = ต้นทุนประมาณ $8
- สเปรด 2.0 pip = ต้นทุนประมาณ $20
หากคุณเทรด 100 ครั้ง:
- โบรกเกอร์สเปรดต่ำ: ต้นทุนรวมประมาณ $800
- โบรกเกอร์สเปรดสูง: ต้นทุนรวมประมาณ $2,000
ต่างกันถึง $1,200 เลยทีเดียว
นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์มืออาชีพให้ความสำคัญกับโบรกเกอร์ที่มีสเปรดต่ำและโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่โปร่งใส
ภาพรวมสเปรดของ HFM
HFM มีประเภทบัญชีให้เลือกหลายแบบ โดยแต่ละบัญชีจะมีโครงสร้างสเปรดและค่าคอมมิชชั่นแตกต่างกัน
ตารางเปรียบเทียบบัญชี HFM
| ประเภทบัญชี | รูปแบบสเปรด | ค่าคอมมิชชั่น |
|---|---|---|
| Cent Account | สเปรดลอยตัว | ไม่มี |
| Premium Account | สเปรดลอยตัว | ไม่มี |
| Zero Account | Raw Spread | มี |
| Pro Account | สเปรดต่ำ | ไม่มี |
บัญชีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ:
- Premium Account → เหมาะกับมือใหม่
- Zero Account → เหมาะกับสาย Scalping
- Pro Account → เหมาะกับเทรดเดอร์มีประสบการณ์

HFM Zero Account: ตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสายสเปรดต่ำ
บัญชี Zero Account ของ HFM ถูกออกแบบมาสำหรับเทรดเดอร์ที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนการเทรด
จุดเด่นของ Zero Account
- สเปรดเริ่มต้น 0.0 pip
- ใช้ระบบคิดค่าคอมมิชชั่น
- เหมาะกับ Scalping และ Day Trading
- ต้นทุนรวมต่ำในช่วงตลาดสภาพคล่องสูง
บัญชีนี้เหมาะกับ:
- เทรดเดอร์เปิดออเดอร์บ่อย
- ผู้ใช้ EA หรือ Bot เทรด
- สายเก็งกำไรระยะสั้น
- เทรดเดอร์มืออาชีพ
แม้จะมีค่าคอมมิชชั่น แต่ต้นทุนรวมหลายครั้งกลับต่ำกว่าบัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นแต่สเปรดกว้าง
ทำไมบัญชี Raw Spread ถึงได้รับความนิยม
บัญชี Raw Spread ให้ราคาที่ใกล้เคียงตลาดจริงมากกว่า
แทนที่โบรกเกอร์จะบวกสเปรดเพิ่ม ก็จะคิดค่าคอมมิชชั่นแบบตรงไปตรงมาแทน
ข้อดีคือ:
- โปร่งใส
- สเปรดแคบมาก
- เหมาะกับการ Backtest
- เหมาะกับกลยุทธ์ความถี่สูง
จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของเทรดเดอร์ระดับมืออาชีพ
HFM Premium Account: เรียบง่าย เหมาะกับมือใหม่
Premium Account เป็นบัญชีที่ได้รับความนิยมจากมือใหม่ เพราะ:
- ไม่มีค่าคอมมิชชั่น
- เข้าใจต้นทุนง่าย
- ระบบไม่ซับซ้อน
ต้นทุนทั้งหมดจะรวมอยู่ในสเปรด ทำให้คำนวณง่ายและบริหารความเสี่ยงสะดวกกว่า
เหมาะกับใคร?
- มือใหม่
- เทรดเดอร์ทั่วไป
- Swing Trader
- คนที่ไม่ต้องการคิดค่าคอมหลายส่วน
นอกจากสเปรด เทรดเดอร์ควรดู “ต้นทุน” อะไรอีกบ้าง?
หลายโบรกเกอร์โฆษณาว่าสเปรดต่ำ แต่กลับมีค่าธรรมเนียมอื่นแอบแฝง
ดังนั้น เวลาประเมินโบรกเกอร์ Forex ควรดูต้นทุนทั้งหมดร่วมกัน
Swap Fee (ค่าถือออเดอร์ข้ามคืน)
Swap คือค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อถือออเดอร์ข้ามคืน
อัตรา Swap ขึ้นอยู่กับ:
- คู่เงินที่เทรด
- ดอกเบี้ยของแต่ละสกุลเงิน
- ฝั่ง Buy หรือ Sell
สำคัญมากสำหรับสายถือยาว
หากคุณถือออเดอร์หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ค่า Swap สามารถสะสมจนกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ได้
HFM ยังมีบัญชีแบบ Swap-Free สำหรับบางประเทศและบางเงื่อนไขด้วย
เหมาะสำหรับ:
- Swing Trader
- Position Trader
- คนที่ต้องการหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยข้ามคืน
👉 ตรวจสอบบัญชี Swap-Free ของ HFM
ค่าคอมมิชชั่น (Commission)
บัญชีบางประเภทของ HFM จะใช้ระบบคิดค่าคอมมิชชั่นแทนการบวกสเปรด
เวลาจะเปรียบเทียบโบรกเกอร์ อย่าดูแค่สเปรดเพียงอย่างเดียว
ควรดู:
ต้นทุนรวม = สเปรด + ค่าคอมมิชชั่น
ตัวอย่าง:
- สเปรด 0.0 pip + ค่าคอม $6อาจถูกกว่า
- สเปรด 1.8 pip ไม่มีค่าคอม
ดังนั้นต้องเปรียบเทียบ “ต้นทุนรวมจริง” เสมอ
Slippage และคุณภาพการส่งคำสั่ง
แม้สเปรดจะต่ำ แต่ถ้าการส่งคำสั่งไม่ดี ก็อาจทำให้ต้นทุนจริงสูงขึ้นได้
ปัญหาที่พบได้บ่อย:
- Slippage
- Requote
- ส่งคำสั่งช้า
- ได้ราคาที่แย่กว่าที่ต้องการ
HFM มีจุดเด่นด้าน:
- ความเร็วในการส่งคำสั่ง
- รองรับ MT4/MT5
- สภาพคล่องสูง
- ระบบเสถียร
จึงเหมาะกับ:
- Scalper
- News Trader
- EA Trading
ค่าฝากและถอนเงิน
อีกหนึ่งจุดที่หลายคนมองข้ามคือค่าธรรมเนียมฝากถอน
บางโบรกเกอร์มี:
- ค่าฝากเงิน
- ค่าถอนเงิน
- ค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงิน
HFM รองรับช่องทางฝากถอนหลากหลาย แต่ค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันตาม:
- ประเทศ
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- สกุลเงิน
ก่อนเปิดบัญชีควรตรวจสอบ:
- ระยะเวลาถอนเงิน
- ช่องทางที่รองรับ
- ค่าธรรมเนียมจากบุคคลที่สาม


ค่าธรรมเนียมบัญชีไม่เคลื่อนไหว (Inactivity Fee)
บางโบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหากไม่มีการใช้งานบัญชีเป็นเวลานาน
สิ่งที่ควรเช็กก่อนสมัคร:
- เงื่อนไขบัญชี Dormant
- ระยะเวลาไม่มีการใช้งาน
- ค่าบำรุงรักษาบัญชี
โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่โปร่งใส ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณของโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ
บัญชี HFM แบบไหนต้นทุนต่ำที่สุด?
จริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณ
แนะนำบัญชีตามสไตล์การเทรด
| สไตล์การเทรด | บัญชีที่แนะนำ |
|---|---|
| Scalping | Zero Account |
| Day Trading | Zero หรือ Pro |
| Swing Trading | Premium หรือ Pro |
| มือใหม่ | Premium |
| EA Trading | Zero Account |
ไม่มีบัญชีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน
ควรเลือกตาม:
- ความถี่ในการเทรด
- กลยุทธ์
- ระยะเวลาถือออเดอร์
- ขนาด Lot
HFM เทียบกับ Forex Broker อื่น ๆ เป็นอย่างไร?
เมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ Forex ระดับโลกหลายราย HFM ถือว่าแข่งขันได้ดีในด้าน:
- สเปรด
- ความยืดหยุ่นของบัญชี
- รองรับ MT4/MT5
- เลเวอเรจสูง
- โปรโมชั่น
- Copy Trading
HFM เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการ:
- ต้นทุนต่ำ
- มีหลายประเภทบัญชี
- รองรับหลายกลยุทธ์
- เริ่มต้นง่าย
HFM เหมาะกับ Scalping หรือไม่?
ถือว่าเหมาะมาก
เหตุผลคือ:
- สเปรดต่ำใน Zero Account
- Execution รวดเร็ว
- รองรับ MT4/MT5
- ใช้งาน EA ได้
- มี VPS รองรับ
อย่างไรก็ตาม ควรทดลองสภาพการเทรดจริงในช่วงข่าวแรงหรือช่วงตลาดผันผวนก่อนใช้งานจริง
วิธีลดต้นทุนการเทรด Forex
แม้จะเลือกโบรกเกอร์สเปรดต่ำแล้ว เทรดเดอร์ก็ควรบริหารต้นทุนให้ดี
เทคนิคช่วยลดต้นทุน
เทรดช่วงตลาดหลัก
สเปรดมักแคบที่สุดในช่วง:
- London Session
- New York Session
- ช่วงตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน
หลีกเลี่ยงช่วงสภาพคล่องต่ำ
เช่น:
- ช่วง Roll Over
- วันหยุด
- ช่วงข่าวแรง
เลือกประเภทบัญชีให้เหมาะ
บัญชีที่เหมาะกับสไตล์เทรดจะช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้มาก
เช็กค่า Swap เสมอ
โดยเฉพาะสายถือยาว
HFM เป็น Forex Broker ต้นทุนต่ำที่ดีในปี 2026 หรือไม่?
HFM ยังคงเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ Forex ที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองหา:
- สเปรดแข่งขันได้
- Raw Spread Account
- รองรับ MT4/MT5
- ต้นทุนรวมไม่สูง
- มีหลายประเภทบัญชี
โดยเฉพาะ:
- Scalper
- Day Trader
- เทรดเดอร์สายต้นทุนต่ำ
- ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น
Zero Account ถือเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับสายเทรดระยะสั้น ส่วน Premium Account ก็เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการความเรียบง่าย
สรุป
ต้นทุนการเทรดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการเทรด Forex ระยะยาว
โบรกเกอร์ที่มี:
- สเปรดต่ำ
- ค่าธรรมเนียมโปร่งใส
- ระบบเสถียร
สามารถช่วยให้คุณ:
- รักษากำไรได้มากขึ้น
- ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
- เพิ่มประสิทธิภาพการเทรดระยะยาว
HFM มีตัวเลือกบัญชีที่หลากหลาย เหมาะกับทั้งมือใหม่และมืออาชีพ
หากคุณให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนการเทรด” HFM ถือเป็นอีกหนึ่ง Forex Broker ที่ควรพิจารณาในปี 2026


